|
|

ช่วยระบบหัวใจดีขึ้น-เผาผลาญพลังงานได้
ว่ากันว่าการออกกำลังกายด้วยการเดินและวิ่ง
เป็นกิจกรรมเพื่อสุขภาพที่ง่ายและประหยัดที่สุด
เพราะเพียงแค่ผู้รักสุขภาพมีความรู้สึกอยากวิ่งกับรองเท้าผ้าใบสักคู่
(หรือไม่ใส่ก็ไม่ว่ากัน) บวกกับสวนสาธารณะหรือริมถนนรถไม่พลุกพล่าน แค่นี้ก็เพียงพอ
วันนี้
มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสำหรับการเดินและวิ่งมาให้ได้ลองนำไปปรับใช้กัน
ไปดูกันเลยดีกว่า
หลายคนคงสงสัยว่าการเดินและวิ่งจ๊อกกิ้ง อะไรให้ประโยชน์กับร่างกายมากกว่า
ด็อจ เคลซีย์ ผู้ชำนาญการด้านกายภาพบำบัดของสหพันธ์กายภาพบำบัดสหรัฐอเมริกา
อธิบายไว้ว่า การเดินจะช่วยเผาผลาญไขมันและพลังงานได้ดีกว่าการวิ่ง
เพราะการเดินเราต้องใช้กล้ามเนื้อมากกว่าการวิ่ง เคลซีย์
ยกตัวอย่างจากการทดลองเดินบนลู่วิ่งไฟฟ้า ความเร็ว 4 ไมล์ต่อชั่วโมง
เมื่อเราเริ่มเร่งความเร็วไปเรื่อยๆ แต่เรายังคงเดิน
ถึงแม้ว่าความเร็วที่มากขึ้นจะทำให้เท้าเราต้องก้าวเร็วขึ้น จนอยากจะเริ่มวิ่ง
แต่ถ้าลองเดินต่ออีกประมาณ 30 วินาที เหงื่อจะเริ่มไหล หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น
เพราะความเร็วที่มากขึ้น ปกติแล้วมนุษย์จะเริ่มจ๊อกกิ้ง
ซึ่งทำให้ผ่อนคลายความฝืดและแรงเสียดทาน
ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยกว่าการเดินที่ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานมากกว่านั่นเอง
การออกกำลังกายด้วยการเดินที่ถูกต้องต้องทำอย่างไร?
มีคำกล่าวที่ว่าการเดิน 1 นาที จะทำให้ชีวิตยาวขึ้นอีก 12 นาที
เพราะการเดิน ยืน นั่ง นอน เป็นการพักผ่อนกล้ามเนื้อให้ถูกใช้งานได้น้อยที่สุด
การเดินต่อเนื่อง 30-40 นาที จะมีผลดีต่อร่างกายมากที่สุด
การออกกำลังกายด้วยการเดิน ควรเดินเร็วกว่าปกติเล็กน้อย ก้าวยาวกว่าปกติ
แต่ไม่ควรให้น่องตึง เพราะอาจจะทำให้กล้ามเนื้อหลังขาบาดเจ็บได้
และควรปล่อยวางปัญหาความเครียดต่างๆ ไว้ข้างหลัง
สำหรับผู้ที่วิ่งเป็นประจำแล้วอยากลองมาเปลี่ยนเป็นการเดินดูบ้าง ถ้าปกติวิ่ง 20-30
นาที หากเปลี่ยนมาเป็นการเดิน ควรเพิ่มความนานกว่า 10-15 นาที
ร่างกายก็จะเผาผลาญพลังงานเท่ากับการวิ่ง การเกร็งกล้ามเนื้อมากๆ
จะทำให้จิตใจเครียดควรผ่อนคลายบ้าง ควรเดินไปเรื่อยๆ ให้ต่อเนื่อง

เดินออกกำลังกายแล้วได้อะไร?
การเดินมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย
ทั้งการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะช่วงขา
ช่วยให้ระบบการทำงานของหัวใจดีขึ้น เผาผลาญพลังงานได้ดี การเดินระยะทาง 1.6
กิโลเมตร สามารถเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้ถึง 100 กิโลแคลอรี
ผลจากการเดินออกกำลังกายเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัยนั้น คนที่มีโรคประจำตัว เช่น
เบาหวาน ความดัน ควรออกกำลังกายด้วยการเดิน คนที่เป็นโรคเบาหวาน
มีน้ำตาลในร่างกายมากกว่าคนธรรมดา เนื่องจากเซลล์นำไปใช้ได้ไม่ดี
เมื่อไม่ถูกใช้ก็จะเหลือน้ำตาลในกระแสเลือด
นักวิทยาศาสตร์การกีฬาจะแนะนำคนไข้ที่เป็นโรคเบาหวานให้เดินออกกำลังกายมากกว่าการจ๊อกกิ้ง
เพราะจะทำให้เซลล์ได้รับฮอร์โมนต่างๆ สมบูรณ์ขึ้น น้ำตาลในเลือดถูกใช้มากขึ้น
ปริมาณน้ำตาลในเลือดต่ำลง
การเดินขึ้น-ลงบันได มีประโยชน์อย่างไร?
การเดินขึ้น-ลงบันได ก็เป็นกิจกรรมที่เราทำกันเกือบทุกวัน
ลองเปลี่ยนจากขึ้นลิฟต์เป็นเดินขึ้นบันไดในชั้นห่างที่ไม่มากจนเกินไป
จะช่วยอะไรได้เยอะแยะ ดร.ฮาร์เวย์ ไซมอน แห่งวิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
มหาวิทยาลัยชื่อดังในสหรัฐอเมริกา สรุปประโยชน์ของการเดินขึ้น-ลงบันไดไว้ว่า
-
แพทย์มักจะให้คนไข้ที่เป็นโรคปอดเดินขึ้นลงบันได 5-6 ชั้น ก่อนการผ่าตัด
-
แม่บ้านที่ต้องเก็บกวาดบ้าน 2-3 ชั้น และต้องขึ้นๆ ลงๆ บันไดทุกวัน
อายุจะยืนขึ้นถึง 5 ปี
-
การขึ้นบันไดจะช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการเดินเร็วๆ 2-3 เท่า
เดินหรือวิ่งในน้ำมีประโยชน์กับร่างกายหรือไม่?
มาถึงตรงนี้หลายคนคงนึกขำว่าอยู่ดีๆ ใครจะลงไปวิ่งในน้ำ
แต่ขอบอกไว้เลยว่าการเดินหรือวิ่งในน้ำมีประโยชน์กับร่างกาย
โดยเฉพาะข้อและกระดูกอย่างมหาศาล การวิ่งในน้ำมีทั้งระดับตื้น ประมาณหน้าอกหรือเอว
ซึ่งจะเหมือนการวิ่งอยู่บนพื้น แต่จะปวดข้อหรือข้ออักเสบน้อยกว่าบนบก
เพราะน้ำจะทำให้ข้อต่อต่างๆ ในร่างกายรับน้ำหนักลดลงเมื่อเทียบกับอยู่บนบก
ส่วนระดับลึกจะเป็นการวิ่งโดยเท้าไม่สัมผัสพื้นและต้องมีอุปกรณ์ช่วยในการลอยตัว
มาดูประโยชน์ของการเดิน-วิ่งในน้ำกัน
อันดับแรกก็คือ ช่วยลดแรงกระทำต่อข้อ เนื่องจากน้ำมีแรงลอยตัว
จึงช่วยพยุงข้อต่อต่างๆ ไว้ ทำให้ข้อไม่ต้องรับน้ำหนักเต็มที่
จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคข้อ ต่อมาคือ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต
เพราะน้ำจะช่วยกดกระชับผิวหนังของขาและลำตัวให้เลือดไหลเข้าสู่หัวใจได้ดีขึ้น
รวมทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ลดอาการปวดและอักเสบได้
แถมยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
นอกจากนั้นการออกกำลังกายในน้ำยังเหมาะกับผู้สูงอายุ
เพราะการขยับตัวในน้ำจะทำให้ร่างกายขยับได้ช้าลง เหมือนเป็นการค่อยๆ
ออกกำลังกายนั่นเอง
นี่คือ เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ
สำหรับผู้ที่ชอบการออกกำลังกายด้วยการเดินและวิ่ง
|